การประชุมคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ครั้งที่ 5/2569 มี นพ.ภานุวัฒน์ ปานเกตุ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานการประชุม และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กรรมการเเละเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการจากผู้เเทนกระทรวง เเละผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ร่วมประชุม เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 ณ ห้องประชุมสุปัญญา สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ
ในการประชุมฯ มีการนำเสนอผลงานวิจัยโครงการ “การวิเคราะห์สถานการณ์และองค์ความรู้ระบบการดูแลระยะยาวในชุมชนของประเทศไทย” โดย นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นักวิจัยเครือข่าย สวรส. ซึ่งสาระสำคัญของงานวิจัยชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยเฉพาะกำลังคนที่ต้องดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ซึ่งเป็นวัยแรงงานที่อาจต้องหลุดออกจากระบบเศรษฐกิจ เพื่อมาเป็นผู้ดูแลแบบเต็มเวลา ส่งผลกระทบต่อฐานภาษีและเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันภาระการดูแลผู้สูงอายุ 91-94% ตกอยู่กับคนในครอบครัว ส่งผลให้ประชากรวัยแรงงานประมาณ 9-11% ต้องลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสมหาศาลทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ระบบงบประมาณปัจจุบันที่จัดสรรรายหัว 6,000 บาทต่อคนต่อปี อาจยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก 70-80% ถูกใช้จ่ายไปกับการจัดซื้อวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ผ้าอ้อม ไม่เพียงพอสำหรับครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ดูแลส่วนใหญ่ยังไม่เคยผ่านการอบรมทักษะการดูแล ทำให้ขาดความรู้พื้นฐานที่จำเป็น และผู้ป่วยเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางคลินิก ส่วนผู้ดูแล มักเป็นรูปแบบจิตอาสา และได้รับค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริง จึงทำให้เกิดภาวะสมองไหล ในกรณีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรม มักลาออกไปทำงานในสถานดูแลเอกชนที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า
งานวิจัยจึงมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูประบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care: LTC) โดยเสนอทางออก 5 มิติ เพื่อปฏิรูประบบ จากภาระสู่การลงทุน และทลายกับดักระบบเดิม
1) พลิกโฉมกำลังคนสู่มืออาชีพ: ยกระดับอาสาสมัครสู่ “นักบริบาลมืออาชีพ” จ้างงานเต็มเวลา 100,000 ตำแหน่งทั่วประเทศ ด้วยค่าตอบแทนที่สะท้อนค่าครองชีพจริง (9,000-15,000 บาท) เพื่อหยุดภาวะสมองไหลสู่ภาคเอกชน ตลอดจนมีการบูรณาการเชิงสถาบันมากขึ้น
2) ปฏิรูปการเงินการคลัง: ใช้ระบบรวมศูนย์ทรัพยากรทั้งจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดตั้งกองทุนประกันการดูแลระยะยาว และดึงการร่วมลงทุนจากเอกชน
3) ธรรมาภิบาลเชิงสถาบัน: เปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนของกระทรวงต่างๆ มาเป็นระบบ “Single Command” ภายใต้คณะกรรมการระดับชาติ เพื่อความต่อเนื่องและไร้รอยต่อ
4) ระบบข้อมูลอัจฉริยะ: ปฏิรูประบบข้อมูลด้วย Data Analytics เพื่อการจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็นที่แท้จริง
5) นวัตกรรมบริการ: ใช้ Telemedicine และ Smart Home เพื่อขยายขีดความสามารถการดูแลสู่บ้านและชุมชน
หัวใจของข้อเสนอจากงานวิจัยดังกล่าว คือการเปลี่ยน “ภาระค่าใช้จ่าย” ให้กลายเป็นการ “ลงทุนทางเศรษฐกิจ” และสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy)” รวมถึงมีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนการดูแลระยะยาว (LTCF) และมีการกระจายอำนาจ โดยรัฐบาลกลางจัดสรรงบหลัก 80% อปท. ร่วมจ่ายไม่เกิน 20% โดยกองทุนมีความเป็นอิสระ แยกจาก สปสช. โดยมีโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ อปท. จัดการดูแลและประเมินผลเพื่อดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง หนึ่งหมู่บ้าน หนึ่งนักบริบาลชุมชน แบบเต็มเวลา ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างงานในชุมชน เพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน โดยท้องถิ่นเป็นเจ้าของ ซึ่งจากข้อเสนอดังกล่าว จะทำให้การลงทุนงบประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ไม่ใช่เพียงแค่งบการพัฒนาด้านสาธารณสุขเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการสร้างอาชีพให้คนในท้องถิ่น 1 แสนตำแหน่ง และดูแลผู้ป่วยได้มากกว่า 3 แสนคนอีกด้วย ตลอดจนสามารถปลดล็อกวัยแรงงานให้กลับเข้าสู่ระบบการทำงาน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ด้านคณะกรรมการ สวรส. ให้ข้อเสนอแนะเพื่อเติมเต็มให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอาทิ การศึกษาบริบทชุมชนเมืองเพิ่มเติม เพื่อข้อเสนอในการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวจะสามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ในประเทศ การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายควรประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินงานที่ทับซ้อนกัน ควรระบุหน่วยงานที่จัดการให้ชัดเจนว่าเป็นระดับใด เช่น อบจ. เทศบาล ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงเรื่องการเงินการคลังด้วย อาจมีการฝึกเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา มาเป็นกำลังคนในระบบการดูแลระยะยาว การดำเนินงานร่วมกันแบบบูรณาการ อาจมีการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบการดำเนินงานของกันและกัน อาจมีการศึกษาเรื่องกำลังคนด้านการดูแลระยะยาวควบคู่ไปกับกำลังคนที่เป็นอาสาพยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ เพื่อการพัฒนาทั้งระบบการดูแลระยะยาวและการบริการสุขภาพปฐมภูมิในเวลาเดียวกัน