Contributions to the Thai Health System
HSRI’s debut focused on health policy and system research (HPSR). A number of intramural and extramural HSPR studies contributed to health system reforms.
[en]
HSRI directed its attention to active participation of local communities and civic groups through the formation of the National Health Act. The Health System Reform Office (HSRO) was established to launch a learning process among local health communities and civic groups. During this period, two main changes occurred at HSRI. The first change was HSRI’s new role as a health research management institute, with concept and skills in research management introduced to nurture its personnel. The second change was the establishment of research alliances and community networks.
สวปก. ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2548 และยกฐานะขึ้นเป็นเครือสถาบันของ สวรส. ในปี 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามประเมินผลการจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างต่อเนื่อง พัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากกลุ่มนักวิชาการภายนอกที่เป็นกลาง ให้สามารถประสานและเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ของข้อมูลกับกลุ่มผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารแผนงานโครงการ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับนโยบาย ตลอดจนปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารและการบริการให้ก่อผลสัมฤทธิ์ที่มี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน สวปก. ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และได้กำหนดเป้าหมายเชิงการพัฒนาในช่วงปี 2551-2553 โดยมีเป้าหมายการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้มุ่งไปสู่ “การสร้างภูมิคุ้มกัน การเพิ่มประสิทธิภาพ คุณภาพ และลดความแตกต่างระหว่างระบบประกันสุขภาพ”
โดยเริ่มต้นการดำเนินงานในรูปแบบแผนงานความร่วมมือ ระหว่าง สวรส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในชื่อ “แผนงานสร้างเสริมสุขภาพคนพิการในสังคมไทย” ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 ต่อมาคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขพิจารณาผลการดำเนินงานแล้วเห็นว่า ยังมีภารกิจในการพัฒนาเชิงระบบอีกมาก เพื่อรองรับภาวะสุขภาพที่มีความพิการจากสาเหตุต่างๆ รวมทั้งภาวะสูงอายุ จึงมีมติให้ตั้งเป็นเครือสถาบันซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของ สวรส. ใช้ชื่อว่า “สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ” ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2552 เพื่อให้เกิดการพัฒนาการทำงานในรูปแบบองค์กร สำหรับการทำงานระยะยาว เพื่อให้คนพิการควรมีสิทธิและได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ ในการเข้าถึงบริการทางสังคม และสุขภาพ มีโอกาสในการดำเนินชีวิตและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
ร่มใหญ่ของการปฏิรูประบบสุขภาพ ที่ได้ผ่านการจัดทำและขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2543 โดย สวรส.มีบทบาทสร้างความรู้และงานวิชาการสนับสนุนการจัดทำ พรบ.สุขภาพฯ มาโดยตลอด เมื่อประกาศใช้ พรบ.สุขภาพฯแล้วได้มีการก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ ได้มีการดำเนินการให้มาตรการ กลไก ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ใน พรบ.สุขภาพฯ เกิดเป็นรูปธรรม โดยมีกลไกสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา เช่น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และมีการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้สำเร็จในปี 2551 โดย สวรส.ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการในกระบวนการจัดทำดังกล่าว
กลไกสำคัญอีกประการหนึ่งภายใต้ พรบ.สุขภาพฯ ได้แก่ สมัชชาสุขภาพ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยที่ สวรส.สนับสนุนและนำเสนอกรอบความคิดเกี่ยวกับสมัชชาสุขภาพตั้งแต่ปี 2543 และมีการจัดสาธิตสมัชชาสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องทุกปีมาตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งเมื่อ พรบ.สุขภาพฯได้รับการประกาศใช้ จึงนับว่าสมัชชาสุขภาพกลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการมีส่วนร่วมที่มีกฎหมายรองรับ โดยมีการจัดทั้งสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เฉพาะพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติสมัชชาสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะถูกส่งต่อและผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านช่องทาง กลไกของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งให้ภาคประชาชนร่วมดำเนินการ โดย สวรส.เข้าไปร่วมทำงานวิชาการในเวทีและกิจกรรมที่ สช.ดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิด
เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ สวรส. ได้สนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 ปัจจุบันสถาบันสุขภาพวิถีไทยมีบทบาทในการการจัดการความรู้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และส่งเสริมการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกด้วยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดชุมชนวิชาการที่ทำงานแบบชุมชนแนวปฏิบัติ (Community of practice) ด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก และประสานกับองค์กรภาคีต่างๆ :ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเพื่อพัฒนางานด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก
ในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา มีโรคติดเชื้อก่อกำเนิดขึ้นใหม่ถึง 30 โรค รวมทั้งโรคซาร์ส และไข้หวัดนก ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมการเฝ้าระวัง และป้องกันการระบาดของโรคเหล่านี้ รวมถึงการประสานข้อมูลระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดเท่าที่จะทำได้ แผนงานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคจำนวน 5 ประเทศโดยได้รับทุนสนับสนุนหลักจาก International Development Research Centre: IDRC ประเทศแคนาดา
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้จัดทำแผนงานพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนากระบวนการสร้างและจัดการความรู้กำลังคนด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยมีกลไกเชื่อมประสานกับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างขวาง และสามารถพัฒนาไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นโยบายที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริงในที่สุด
โดยกำลังคนด้านสุขภาพ (Human Resources for Health) ครอบคลุมถึงบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านการรักษา การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การฟื้นฟูสภาพ ซึ่งรวมทั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆและบุคลากรสนับสนุน (allied health professional) และบุคลากรแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนไทย ซึ่งให้บริการในสถานบริการภาครัฐและเอกชน
ในการบริหารจัดการแผนงานดังกล่าว ได้มีการจัดตั้งสำนักงานวิจัยและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ (สพค.) ขึ้น และภาคีเครือข่ายได้ร่วมกันพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางหลักในการพัฒนาด้านกำลังคนด้านสุขภาพ ในระยะ 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2550-2559นับเป็นพิมพ์เขียวระบบกำลังคนด้านสุขภาพที่สำคัญของระบบสุขภาพไทย
ร่มใหญ่ของการปฏิรูประบบสุขภาพ ที่ได้ผ่านการจัดทำและขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2543 โดย สวรส.มีบทบาทสร้างความรู้และงานวิชาการสนับสนุนการจัดทำ พรบ.สุขภาพฯ มาโดยตลอด เมื่อประกาศใช้ พรบ.สุขภาพฯแล้วได้มีการก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายด้านสุขภาพ
นอกจากนี้ ได้มีการดำเนินการให้มาตรการ กลไก ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ใน พรบ.สุขภาพฯ เกิดเป็นรูปธรรม โดยมีกลไกสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา เช่น หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA) และมีการจัดทำธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้สำเร็จในปี 2551 โดย สวรส.ทำหน้าที่ฝ่ายวิชาการในกระบวนการจัดทำดังกล่าว
กลไกสำคัญอีกประการหนึ่งภายใต้ พรบ.สุขภาพฯ ได้แก่ สมัชชาสุขภาพ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยที่ สวรส.สนับสนุนและนำเสนอกรอบความคิดเกี่ยวกับสมัชชาสุขภาพตั้งแต่ปี 2543 และมีการจัดสาธิตสมัชชาสุขภาพมาอย่างต่อเนื่องทุกปีมาตั้งแต่ปี 2544 จนกระทั่งเมื่อ พรบ.สุขภาพฯได้รับการประกาศใช้ จึงนับว่าสมัชชาสุขภาพกลายเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการมีส่วนร่วมที่มีกฎหมายรองรับ โดยมีการจัดทั้งสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น เฉพาะพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มติสมัชชาสุขภาพถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะถูกส่งต่อและผลักดันสู่การปฏิบัติผ่านช่องทาง กลไกของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งให้ภาคประชาชนร่วมดำเนินการ โดย สวรส.เข้าไปร่วมทำงานวิชาการในเวทีและกิจกรรมที่ สช.ดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิด
วันที่ 1 กันยายน 2550 ได้มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาการคุ้มครองการวิจัยในมนุษย์(สคม.)ขึ้นตามมติคณะกรรมการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขในการประชุมครั้งที่ 1/2549 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนากฎหมาย หลักเกณฑ์ เกี่ยวกับจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ โดยมีการติดตามปรับปรุง แก้ไขให้ทันสมัยอยู่เสมอ ตลอดจนมีการพัฒนาระบบทบทวนโครงการวิจัยในมนุษย์อย่างต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่ก่อนการศึกษาวิจัย ระหว่างการศึกษาวิจัย และภายหลังเสร็จสิ้นการศึกษาวิจัย โดยคาดหวังว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิผลของการทบทวนให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ในหน่วยงานต่างๆขาดการสนับสนุนการดำเนินงานอย่างจริงจัง ทำให้มีปัญหาทั้งคุณภาพมาตรฐานและความรวดเร็วในการพิจารณาโครงการวิจัย
HSRI turned to health system reforms and infrastructure strengthening with a number of new initiatives developed.
HSRI’s new strategies focus on equitable and sustainable health system through an establishment of research alliances and collaboration with multisectoral partners to facilitate policy action through research.
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้