ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 9 คน
การพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตทางไกลสำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา
นักวิจัย :
อัมพรพรรณ ธีรานุตร , ชมพูนุท ชนะมาร , วิภาวดี โพธิโสภา , ปาริชาติ วงศ์ก้อม , ขวัญสุดา บุญทศ , ชนาพร ปิ่นสุวรรณ , พิชามญชุ์ คงเกษม ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
18 มิถุนายน 2569

โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตทางไกลสำหรับนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา ได้รับการพัฒนาจากปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มนักศึกษาระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต การเรียน และการเข้าถึงบริการสนับสนุนทางสังคม อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญในการดูแลปัญหาสุขภาพของนักศึกษา ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากร ข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ การตีตราทางสังคม รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต การวิจัยครั้งนี้มุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตทางไกล (KKU Tele Mental Health) สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดอุปสรรค และสร้างความต่อเนื่องในการดูแลสุขภาพจิต พร้อมทั้งสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในระดับสถาบัน การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ถึงเมษายน พ.ศ. 2569 แบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจความต้องการของผู้ใช้ด้วยการสนทนากลุ่ม 4 กลุ่ม จำนวน 17 คน และสำรวจเชิงปริมาณ 280 คน ระยะที่ 2 พัฒนาและทดสอบต้นแบบระบบกับนักศึกษา 30 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้ระบบจริงกับกลุ่มตัวอย่าง 110 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 53 คน และกลุ่มทดลอง จำนวน 57 คน โดยประเมินด้วยเครื่องมือมาตรฐาน ได้แก่ Generalized Anxiety Disorder-7 (GAD-7), Stress Test-5 (ST-5), Patient Health Questionnaire-9 (PHQ-9), Insomnia Severity Index (ISI), และ Visual Analogue Scale (VAS) และระยะที่ 4 สังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Chi-square, Paired t-test และ Independent samples t-test ผลการศึกษา ระยะที่ 1 พบว่านักศึกษาส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.93 เห็นประโยชน์ของระบบสุขภาพจิตทางไกล โดยให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายและผู้ให้บริการที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งนี้ นักศึกษาร้อยละ 57.14 มีภาวะซึมเศร้าในระดับต่าง ๆ และร้อยละ 58.93 มีความเครียดตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป สะท้อนให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้จริง ระยะที่ 2 ได้พัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน "KKU Tele Mental Health" ซึ่งเป็นระบบดูแลสุขภาพจิตทางไกลสำหรับนักศึกษา ออกแบบมาเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพจิตใน 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) การคัดกรองสุขภาพจิตเบื้องต้นด้วยเครื่องมือมาตรฐาน (GAD-7, ST-5, PHQ-9, ISI) ที่ผู้รับบริการสามารถประเมินตนเองได้ก่อนเข้ารับการปรึกษา (2) การให้การปรึกษาด้านสุขภาพจิตแบบออนไลน์ตามมาตรฐานบริการให้การปรึกษาวัยรุ่น ซึ่งครอบคลุมปัญหาความเครียดจากการเรียน ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และปัญหาในชีวิตประจำวัน (3) การส่งเสริมคุณภาพชีวิตจิตใจผ่านสื่อความรู้ที่สร้างขึ้นให้สอดคล้องกับผลการประเมินของผู้รับบริการแต่ละราย และ (4) การส่งต่อและติดตามดูแลต่อเนื่องโดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการ คณะต้นสังกัด และหน่วยบริการสุขภาพในมหาวิทยาลัย ระบบรองรับทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วย อาจารย์ที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนานักศึกษา นักจิตวิทยา และพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ผลการศึกษานำร่องกับนักศึกษา 30 คน พบว่าผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจต่อระบบต้นแบบในระดับสูงมาก (Mean = 4.73) โดยให้คะแนนสูงสุดในด้านความสามารถของผู้ให้การปรึกษา (Mean = 4.87) และด้านประโยชน์ของระบบต่อผู้รับบริการ (Mean = 4.80) ระยะที่ 3 ผู้รับบริการในกลุ่มทดลองมีคะแนนความวิตกกังวล (GAD-7) ความเครียด (ST-5) และภาวะซึมเศร้า (PHQ-9) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติภายหลังการใช้ระบบ (p < 0.001) และมีระดับพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน (p < 0.001) แม้การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มจะยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Difference-in-Differences = -1.10 คะแนน) ซึ่งสะท้อนได้ว่าระบบมีประสิทธิผลไม่ด้อยกว่าการให้บริการแบบดั้งเดิม ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าระบบมีการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ใช้งานสะดวกผ่านอุปกรณ์หลากหลายประเภท และมีเครือข่ายความร่วมมือที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการ ผู้ใช้บริการ หน่วยบริการทางสุขภาพ และคณะวิชาต้นสังกัด เพื่อให้เกิดการดูแล ติดตาม และสนับสนุนสุขภาวะของนักศึกษาเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบนี้เป็นทางเลือกที่มีคุณค่าควบคู่กับบริการแบบพบหน้า อย่างไรก็ตาม การศึกษาระยะยาวเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบยังมีความจำเป็น และระยะที่ 4 มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 6 ด้าน ในการนำระบบไปใช้ในสถาบันอย่างเป็นทางการ ได้แก่ 1) การกำหนดให้ระบบเป็นแพลตฟอร์มกลางของสถาบัน 2) การสื่อสารและการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงการขยายการเข้าถึงนักศึกษานานาชาติ 3) การบริหารจัดการข้อมูลและระบบรายงานผลเชิงนโยบาย โดยเสริมมาตรการความปลอดภัยข้อมูลตามกรอบพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act : PDPA) 4) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการให้คำปรึกษาออนไลน์ 5) การพัฒนาเสถียรภาพของระบบเทคโนโลยี และ 6) การกำหนดระเบียบค่าตอบแทนที่ชัดเจนเพื่อให้มีบุคลากรผู้ให้คำปรึกษาที่เพียงพอและครอบคลุมทุกช่วงเวลา พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6446

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้