ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 9 คน
การใช้เทคโนโลยีสุขภาพทางไกลเพื่อดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และความดันโลหิตสูง ระยะขยายผลและการติดตามสถานะสุขภาพ
นักวิจัย :
อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว , เชาวนันท์ ขุนดำ , ธิดา โสตถิโยธิน , เกษมศักดิ์ จันดี , จิรพัฒน์ นาวารัตน์ , จารุภา เลขทิพย์ , วันวิสาข์ สายสนั่น ณ อยุธยา , ศศิธร ธนะภพ , จำนงค์ ธนะภพ , นัจมีย์ อดุลยรัตน์ ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
12 มิถุนายน 2569

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการแพทย์ทางไกล (telehealth/telemedicine) สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคความดันโลหิตสูงจากระยะไกล โดยต่อยอดจากระบบ AMED Telehealth (DMS Home Ward) การวิจัยใช้ระเบียบวิธี การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ การวิจัยและพัฒนา และ mixed-methods ภายใต้กรอบการประเมิน CIPPiest (Context, Input, Process, Product, Impact, Effectiveness, Sustainability, Transportability) ส่วนเชิงคุณภาพประกอบด้วยการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก และการอภิปรายกลุ่มกับบุคลากรโรงพยาบาล บุคลากรหน่วยบริการปฐมภูมิ และผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ส่วนเชิงปริมาณประกอบด้วย แบบสอบถามประเมินความพร้อมของสถานพยาบาลต่อการใช้ telehealth แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพดิจิทัล การรับรู้ประโยชน์ และทัศนคติต่อเทคโนโลยีดิจิทัลสุขภาพของผู้ป่วย แบบสอบถามการใช้งานและความพึงพอใจ ตลอดจนการวิเคราะห์ต้นทุนและต้นทุนต่อประสิทธิผล กลุ่มตัวอย่างในการทดลองใช้ระบบเป็นผู้ป่วยรวม 220 ราย โดยจัดกลุ่มผู้ป่วยเป็นกลุ่มทดลอง (Intervention) จำนวน 125 คน และกลุ่มควบคุม (Control) จำนวน 95 คน ทั้งสองกลุ่มมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี และส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษา กลุ่มทดลองได้รับบริการผ่านระบบ Virtual OPD (VOPD) ผลการประเมินความต้องการและความพร้อมพบว่า ทั้งผู้ให้บริการและผู้ป่วยเห็นประโยชน์ชัดเจนจากการใช้ระบบการแพทย์ทางไกล เช่น การลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ความสะดวกในการนัดหมายและรับคำปรึกษา และการติดตามอาการที่ต่อเนื่องมากขึ้น แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ การรักษาความลับข้อมูล และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ระดับความพร้อมของสถานพยาบาล โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูงในด้านโครงสร้างหลัก บุคลากร และการบริหารจัดการงบประมาณ แต่ยังมีช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและทักษะบุคลากร ผลการทดสอบการใช้งานและความพึงพอใจสะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์มีความพึงพอใจในระดับสูงต่อระบบ telehealth เห็นว่าระบบสะดวก และช่วยเพิ่มความมั่นใจในการดูแลตนเอง ขณะที่ผู้ให้บริการมองว่าระบบช่วยให้การติดตามผู้ป่วยต่อเนื่องและยืดหยุ่นมากขึ้น นอกจากนี้ ผลการประเมินประสิทธิภาพของระบบต่อผลลัพธ์ทางคลินิก (Clinical Outcomes) พบว่า กลุ่มทดลอง (V-OPD) แสดงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างค่า Baseline และ Follow-up ในตัวแปรสำคัญ คือ ความดันโลหิต Systolic ลดลงจาก 130.67 (9.51) เป็น 124.34 (31.66) mmHg (p = 0.034) ความดันโลหิต Diastolic ลดลงจาก 78.45 (7.65) เป็น 70.46 (19.81) (p < 0.001) และค่าน้ำตาล FBS ลดลงจาก 126.25 (14.09) เป็น 106.98 (50.87) mg/dL (p < 0.001) ในขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในตัวแปรทางคลินิกใด ๆ ทั้งนี้อาจเป็นผลจากนโยบาย DM remission ของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการในช่วงที่มีการเก็บข้อมูลกลุ่มทดลอง ด้านคุณภาพชีวิต (SF-12) กลุ่มทดลองพบว่าคะแนนด้านสุขภาพกายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.001) แต่ด้านสุขภาพจิตไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.094) ส่วนพฤติกรรมการจัดการตนเองด้านสุขภาพนั้น ทั้งสองกลุ่มไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระดับพฤติกรรม (กลุ่มทดลอง p = 0.555, กลุ่มควบคุม p = 0.054) การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมชี้ให้เห็นว่ารูปแบบบริการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จริงในบริบทบริการปฐมภูมิและสอดคล้องกับกระบวนการทำงานที่มีอยู่ การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขบ่งชี้ว่าระบบ telehealth สำหรับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงมีศักยภาพในการให้ต้นทุนต่อประสิทธิผลและต้นทุนต่อคุณภาพชีวิตในระดับที่ยอมรับได้ การประเมินการใช้งานในพื้นที่ขยายผลโดยการอภิปรายกลุ่ม พบว่า ผู้เข้าร่วมทั้งกลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานมีความพึงพอใจต่อระบบบริการทางไกลในระดับสูง เนื่องจากช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางไปโรงพยาบาล ทำให้ประหยัดเวลา (ประมาณครึ่งวันถึงหนึ่งวัน) และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุยังเผชิญอุปสรรคด้านเทคโนโลยี เช่น ตัวอักษรในระบบมีขนาดเล็ก ขั้นตอนการคัดกรองมีความซับซ้อน และความไม่คุ้นเคยกับการพิมพ์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งผลให้ในทางปฏิบัติต้องอาศัยการช่วยเหลือจากผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการกรอกข้อมูล ส่งผลตรวจ และใช้บ้านของตัวแทนในชุมชนเป็นจุดกระจายยา นอกจากนี้ ระบบการจัดส่งยายังมีข้อจำกัดจากการขาดระบบ Health riders อย่างเป็นทางการ เนื่องจากค่าตอบแทนที่กำหนดไม่จูงใจ ทำให้พยาบาลคลินิกโรคเรื้อรังต้องรับหน้าที่ส่งยาเองในบางกรณี ประเด็นรองที่พบ ได้แก่ ความยากลำบากในการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านสุขภาพที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเภสัชกรบนเกาะสมุย และข้อเสนอแนะจากผู้ป่วยให้ปรับปรุงระบบให้ใช้งานง่ายขึ้น เช่น ลดขั้นตอนการกรอกข้อมูล หรือใช้วิธีถ่ายภาพข้อมูลส่งผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารแทนการกรอกข้อมูลหลายขั้นตอนในระบบ โดยสรุป การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การประยุกต์ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลเป็นไปได้ ได้รับการยอมรับและมีแนวโน้มคุ้มค่าในการจัดบริการดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระบบบริการปฐมภูมิของประเทศไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทาง ที่สำคัญคือระบบนี้มีส่วนช่วยในการควบคุมผลลัพธ์ทางคลินิกที่สำคัญของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่ต้องการให้ V-OPD เข้ามาทดแทนระบบสารสนเทศทางการแพทย์ (Hospital Information System : HIS) เดิมอย่างเต็มรูปแบบนั้นไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากมีอุปสรรคสำคัญในการเรียนรู้ระบบใหม่ในฝั่งบุคลากรและการไม่เห็นด้วยจากแพทย์ที่ต้องใช้ระบบคู่ขนานกัน ทำให้สุดท้ายต้องปรับไปสู่การใช้ช่องทางที่คุ้นเคยกว่า เช่น LINE และโทรศัพท์ ในการนัดหมายและส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาล โดยพยาบาลเป็นผู้กรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบสารสนเทศหลักของโรงพยาบาล เช่น HOSxP เพื่อให้แพทย์สั่งการรักษาและสั่งยาผ่านระบบสารสนเทศหลักของโรงพยาบาล ซึ่งรูปแบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เป็นการจัดระบบกระบวนการทำงานใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการจัดสรรบุคลากรเพิ่มเติม 1 อัตราเพื่อช่วยซักประวัติและจัดการคิวผู้ป่วย รวมถึงการมี Protocol ที่เคร่งครัดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลและรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ข้อค้นพบจากโครงการนี้สามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาและขยายระบบ telehealth เพื่อการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในบริบทที่คล้ายคลึงกันต่อไป


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6445

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้