งานวิจัยมาใหม่แนะนำ
การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองต่อความจําเป็นเฉพาะของคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (transgender and gender-diverse people: TGD) เป็นประเด็นสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แม้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าในการยอมรับความหลากหลายทางเพศในระดับสังคมและวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติ คนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศยังคงเผชิญอุปสรรคเชิงโครงสร้าง สังคม และเศรษฐกิจในการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการที่บริการดังกล่าวยังไม่ถูกบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ และหน่วยบริการที่มีความเชี่ยวชาญยังกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ทั่วไปเพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและบริการที่เกี่ยวข้องสำหรับคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้แก่ (1) ศึกษารูปแบบการจัดบริการและเส้นทางการรับบริการฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศในหน่วยบริการประเภทต่าง ๆ (2) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง สังคม เศรษฐกิจ และระบบบริการสุขภาพที่มีผลต่อการเข้าถึงบริการในมุมมองของทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และ (3) สังเคราะห์ข้อค้นพบไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริการที่ครอบคลุม มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (mixed methods) ดำเนินการระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 ประกอบด้วยการทบทวนเอกสารและแนวทางมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การสํารวจภาคตัดขวางแบบออนไลน์ในกลุ่มคนข้ามเพศและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวน 521 คน และหน่วยบริการสุขภาพจำนวน 7 แห่ง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้รับบริการจำนวน 15 คน และหน่วยบริการสุขภาพจำนวน 11 แห่ง การสังเกตสถานบริการสุขภาพ รวมถึงการจัดอภิปรายกลุ่มเชิงนโยบายจำนวน 4 ครั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี (พัทยา) เชียงใหม่ และนครราชสีมา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และออกแบบแนวทางนโยบายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วน ผลการศึกษาพบว่าระบบบริการฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศในประเทศไทยประกอบด้วยหน่วยบริการหลัก 3 ประเภท ได้แก่ คลินิกองค์กรชุมชน โรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุข และร้านยา โดยแต่ละประเภทมีบทบาท จุดแข็ง และข้อจํากัดที่แตกต่างกัน คลินิกองค์กรชุมชนมีความโดดเด่นด้านการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการ ขณะที่โรงพยาบาลมีมาตรฐานบริการครบถ้วนแต่เข้าถึงได้จํากัด และร้านยามีศักยภาพสูงในการเป็นด่านหน้าของการเข้าถึงฮอร์โมนแต่ยังขาดระบบกำกับคุณภาพและการเชื่อมโยงกับบริการสุขภาพอื่น ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเข้าถึงบริการอย่างมีนัยสําคัญ ได้แก่ ระดับการศึกษา ประเภทหน่วยบริการ ค่าใช้จ่าย และทัศนคติของบุคลากรทางการแพทย์ แม้ว่าผู้รับบริการส่วนใหญ่จะมีความพึงพอใจในระดับสูง แต่ยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ภาระค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากของกระบวนการรับบริการ และการตีตราในระบบบริการสุขภาพ ซึ่งส่งผลให้บางส่วนหันไปใช้ฮอร์โมนจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐานและมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ จากข้อค้นพบดังกล่าว การศึกษานี้เสนอทิศทางการพัฒนาระบบบริการหลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) การบรรจุการใช้ฮอร์โมนและบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องในชุดสิทธิประโยชน์ของกองทุนสุขภาพ (2) การขยายบริการสู่ระดับชุมชนโดยมีองค์กรชุมชนเป็นศูนย์กลาง และ (3) การพัฒนาระบบบริการแบบครบวงจร (one-stop service) ควบคู่กับข้อเสนอเชิงนโยบายระยะสั้นและระยะยาวที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม บทสรุปของการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการเข้าถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศไม่ใช่เพียงประเด็นทางการแพทย์ แต่เป็นประเด็นด้านสิทธิ สุขภาวะ และความเป็นธรรมทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบและยั่งยืนในบริบทของประเทศไทย
คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้