ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 13 คน
การตีความขอบเขตของข้อถือสิทธิการใช้ภายใต้มาตรา 9(4) พระราชบัญญัติสิทธิบัตรไทยและการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ในคำขอรับสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ทางยา: เปรียบเทียบกฎหมายและแนวปฏิบัติของต่างประเทศและความเห็นของบุคคลที่ 3
นักวิจัย :
อุษาวดี สุตะภักดิ์ , ลักษมีเพ็ญ สารชวนะกิจ , เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล , สุรชัย เดชพงษ์ ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
20 มกราคม 2569

การวิจัยแบบผสมผสาน (Mix method) ระหว่างวิจัยเชิงคุณภาพ ร่วมกับการวิจัยเชิงเอกสารนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การตีความของกรมทรัพย์สินทางปัญญาต่อคําขอรับสิทธิบัตรที่ถูกคัดค้าน ที่มีเนื้อหาการเปลี่ยนแปลงข้อถือสิทธิหรือรายละเอียดในคําขอรับสิทธิบัตรและที่มีข้อถือสิทธิการใช้ 2) สังเคราะห์ความเห็นของบุคคลที่ 3 และข้อมูลทางวิชาการในต่างประเทศในประเด็นการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์และข้อถือสิทธิการใช้ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในประเด็นการกำหนดขอบเขตของการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์และข้อถือสิทธิการใช้ เสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ดำเนินการวิจัยเป็นระยะเวลา 10 เดือน ทำการศึกษาโดย 1) สืบค้นคําขอรับสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับสิ่งประดิษฐ์ทางยาที่มีการยื่นคัดค้านหรือยื่นความเห็นโดยบุคคลที่ 3 ระหว่างปี พ.ศ. 2557-2567 จำนวน 32 ฉบับ และวิเคราะห์เนื้อหาคำขอรับสิทธิบัตรในประเด็นการเปลี่ยนแปลงข้อถือสิทธิภายหลังการยื่นขอรับสิทธิบัตร และคำขอรับสิทธิบัตรที่มีข้อถือสิทธิการใช้ (use claim) 2) ศึกษากฎหมายและกฎระเบียบด้านสิทธิบัตรของไทย เปรียบเทียบกับกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางการพิจารณาของต่างประเทศจำนวน 5 ประเทศ ประกอบด้วย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อินเดีย บราซิล และอาร์เจนติน่า 3) สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติงานและบุคคลที่ 3 ประกอบด้วย ภาคประชาสังคม ภาคอุตสาหกรรม อาจารย์คณะนิติศาสตร์, นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา, ศาลทรัพย์สินทางปัญญา จำนวนรวม 15 คน และ 4) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงวิชาการในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของการประดิษฐ์และการวินิจฉัยข้อถือสิทธิการใช้ เสนอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ขอรับสิทธิบัตรมีการขอแก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรภายหลังการประกาศโฆษณามากถึง 16 ฉบับ (ร้อยละ 50.0) โดยผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรเป็นผู้อนุมัติการแก้ไขนั้น และพบการแก้ไขข้อถือสิทธิในภายหลังโดยอ้างอิงสิทธิบัตรที่เป็น patent family นอกจากนี้ยังพบว่ามีคำขอรับสิทธิบัตร 16 ฉบับจากทั้งหมด 32 ฉบับที่มีข้อถือสิทธิการใช้ ทั้งในรูปแบบการใช้ (use), วิธีการบำบัดรักษา, สารประกอบ/องค์ประกอบสำหรับใช้รักษา หรือรูปแบบ Swiss-type claim และในจำนวนนั้นเป็นคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้รับอนุมัติสิทธิบัตรแล้ว 4 ฉบับ 2. จากการเปรียบเทียบกฎหมายใน 6 ประเทศ พบว่าประเทศไทยมีความยืดหยุ่นในการอนุญาตให้แก้ไขข้อถือสิทธิมากที่สุด โดยอนุญาตให้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อถือสิทธิได้หากมีเนื้อหาปรากฎในรายละเอียดการประดิษฐ์ในคำขอรับสิทธิบัตรที่ยื่นในครั้งแรก และอนุญาตให้ยื่นแก้ไขได้ตลอดระยะเวลาก่อนการอนุมัติสิทธิบัตร ในขณะที่แนวทางของต่างประเทศ เช่น อินเดียและอาร์เจนติน่าจำกัดการแก้ข้อถือสิทธิเฉพาะการจำกัดขอบเขตของข้อถือสิทธิ การแก้ไขคำผิด และการทำให้ข้อถือสิทธิมีความชัดเจนมากขึ้น หรือสิงคโปร์และบราซิลกำหนดให้สามารถยื่นแก้ไขข้อถือสิทธิเฉพาะก่อนการยื่นตรวจสอบการประดิษฐ์เท่านั้น 3. บุคคลที่ 3 เห็นว่ายังมีความไม่ชัดเจนในขอบเขตของคำว่า “การเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์” รวมถึงความไม่ชัดเจนในแนวทางการพิจารณาข้อถือสิทธิการใช้ยาเพื่อรักษา และเห็นว่าควรอนุญาตให้มีการยื่นแก้ไขข้อถือสิทธิโดยอิสระในระยะเวลาก่อนประกาศโฆษณาเท่านั้น นอกจากนี้ควรพิจารณาข้อถือสิทธิการใช้ตามมาตรา 9(4) โดยเคร่งครัดโดยพิจารณาจุดมุ่งหมายของการขอถือสิทธิเป็นหลัก และอนุญาตเฉพาะข้อถือสิทธิรูปแบบ SWISS type claims เฉพาะที่มีเนื้อหาของ “กระบวนการผลิตยา” ในรายละเอียดการประดิษฐ์เท่านั้น ข้อเสนอแนะจากการวิจัย คือ กำหนดหลักการพิจารณาการเพิ่มเติมสาระสำคัญของการประดิษฐ์ และข้อถือสิทธิการใช้ให้ชัดเจน, แก้ไขกฎกระทรวงเพื่ออนุญาตยื่นแก้ไขคำขอรับสิทธิบัตรโดยอิสระเฉพาะก่อนการประกาศโฆษณา หรือหากอนุญาตให้มีการยื่นแก้ไขภายหลังการประกาศโฆษณาต้องให้อธิบดีหรือผู้บังคับบัญชาในระดับสูงเป็นผู้อนุญาตเท่านั้น


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6390

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้