ชั้น 4 อาคารสุขภาพแห่งชาติ เลขที่ 88/39 ถ.ติวานนท์ 14 ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
ขนาดตัวอักษร
-
+
ความตัดกันของสี
C
C
C
icon-lang-thภาษาไทย
ค้นหา
เมนู
จำนวนผู้อ่าน : 13 คน
การพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามบริบทท้องถิ่น
นักวิจัย :
อารี บุตรสอน , จิราภรณ์ หลาบคำ , สง่า ทับทิมหิน , นิตยา ชาคำรุณ , ลักษณีย์ บุญขาว , อรุณ บุญสร้าง , กิตติ เหลาสุภาพ , กล้าณรงค์ วงศ์พิทักษ์ , ฐิติมา แสนเรือง , สิริทรัพย์ สีหะวงษ์ , บุญทิวา พ่วงกลัด , ภูษณิศา มีนาเขตร ,
ปีพิมพ์ :
2569
สนับสนุนโดย :
สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
วันที่เผยแพร่ :
15 มกราคม 2569

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในประเด็นท้าทายคือการที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตตามลำพัง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุขภาพกาย จิตใจ เศรษฐกิจ สังคม และความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย สถิติจากกรมกิจการผู้สูงอายุ (2566) พบว่ามีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังมากกว่า 1.3 ล้านคนทั่วประเทศ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนสูงสุด โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งมีผู้สูงอายุอยู่ลำพังราว 34,836 คน ปัญหาดังกล่าวนำมาซึ่งความเปราะบางในหลายมิติ เช่น ความเหงา ความซึมเศร้า ภาวะทุพโภชนาการ อุบัติเหตุในที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำกัด งานวิจัยนี้จึงมุ่งพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์ในการวางแผนและดำเนินมาตรการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการวิจัยได้ดำเนินงานในพื้นที่อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ แสนสุข คำน้ำแซบ และโนนโหนน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของหน่วยงานท้องถิ่น สาธารณสุข ชุมชน และผู้สูงอายุ เพื่อออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบ Web Application สำหรับจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ข้อมูลครอบคลุม 5 มิติ คือ สุขภาพกายและการเข้าถึงบริการสุขภาพ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม/ความปลอดภัยในที่อยู่อาศัย จากการสำรวจภาคสนาม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำและพึ่งพาเบี้ยยังชีพเป็นหลัก ขณะเดียวกันพบปัญหาสุขภาพเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และข้อเข่าเสื่อม ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังจำนวนไม่น้อยขาดการมีส่วนร่วมทางสังคมและมีระดับความพึงพอใจในชีวิตต่ำกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยกับครอบครัว ระบบข้อมูลที่พัฒนาขึ้นช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่เป็นปัจจุบัน วิเคราะห์กลุ่มเสี่ยง และออกแบบกิจกรรมหรือบริการที่ตรงกับความต้องการ เช่น การจัดระบบเยี่ยมบ้าน การส่งเสริมกิจกรรมทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่ขาดการมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพกับบริการสาธารณสุขในพื้นที่ ผลการทดสอบระบบในพื้นที่วิจัยพบว่ามีความเป็นไปได้สูง สามารถใช้งานง่าย รวดเร็ว และตอบโจทย์การบริหารจัดการข้อมูลเชิงนโยบาย งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันสมัย ซึ่งไม่เพียงช่วยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย แต่ยังเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานสาธารณสุข การมีระบบข้อมูลที่ดีจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ คัดกรองกลุ่มเสี่ยง วางแผนการช่วยเหลือ และติดตามผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผลการวิจัยยังสะท้อนว่าการบูรณาการความร่วมมือระหว่างท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน และภาคประชาชน มีความสำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงในพื้นที่จะทำให้การวางแผนด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมของผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการสร้างระบบสารสนเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างต้นแบบการบริหารจัดการผู้สูงอายุเชิงพื้นที่ที่สามารถขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ ได้ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยให้มีความมั่นคงและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในสังคมสูงวัยต่อไป


ลิงก์ต้นฉบับ : https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/6388

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ สวรส เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ สวรส. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้